Unit 4
Present Perfect Tense

 

 

 

 


4.1 ประโยค Present Perfect Tense เชิงบอกเล่า

โครงสร้าง : Subject + have , has + Verb 3

( ประธาน + have , has + กริยาช่อง 3 )

ตัวอย่าง : 1. I have studied English for 5 years.( ฉันเรียนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้ว )

2. He has lived in Bangkok since 1990.( เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )


4.2 ประโยค Present Perfect Tense เชิงปฏิเสธ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีความหมายเชิงปฏิเสธให้เติม not หลัง Verb to have ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Subject + have , has + not + Verb 3

( ประธาน + have , has + not + กริยาช่อง 3 )

ตัวอย่าง : 1. I have not studied English for 5 years.( ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาไม่ถึง 5 ปี )

2. He has not lived in Bangkok since 1990.( เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )


3.3 ประโยค Present Perfect Tense เชิงคำถามและการตอบ

เมื่อต้องการแต่งประโยค Present Perfect Tense ให้มีความหมาย เชิงคำถามให้นำ Verb to have มาวางไว้หน้าประโยค

และตอบด้วย Yes หรือ No ซึ่งมีโครงสร้างดังนี้

โครงสร้าง : Have, Has + Subject + Verb 3 ?

(Have, Has + ประธาน + กริยาช่อง 3 ? )

ตัวอย่าง : 1.Have you studied English for 5 years ?( คุณเรียนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้วใช่หรือไม่ )

-Yes, I have. ( ใช่ ฉันเรียนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้ว )

-No, I haven’t. ( ไม่ ฉันเรียนภาษาอังกฤษมาไม่ถึง 5 ปี )

2. Has he lived in Bangkok since 1990 ?( เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 ใช่หรือไม่ )

-Yes, he has. (ใช่ เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 )

-No, he hasn’t. ( ไม่ เขาไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 )


4.4 หลักการใช้ Present Perfect Tense

1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น

2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต ซึ่งมิได้บ่งบอกเวลาที่แน่นอนเอาไว้ และมักจะมีคำวิเศษณ์ คือ ever, never, once, twice

มาใช้ร่วมเสมอ เช่น

- I have never seen him before. ( ฉันไม่เคยเห็นเข้ามาก่อน )

- Have you ever been abroad ?( คุณเคยไปต่างประเทศหรือเปล่า )

- She has been to Bangkok twice. ( หล่อนเคยไปกรุงเทพฯ 2 ครั้ง )


4.5 กริยา 3 ช่อง

กริยา 3 ช่องมีที่มาดังนี้

1. มีรูปมาจากการเติม ed ที่ท้ายคำกริยา เช่น

ช่องที่ 1

ช่องที่ 2

ช่องที่ 3

ความหมาย

walk

walked

walked

เดิน

move

moved

moved

เคลื่อน

opened

opened

opened

เปิด

clean

cleaned

cleaned

ทำความสะอาด

2. มีรูปมาโดยการผัน ซึ่งมีการกำหนดไว้โดยเจ้าของภาษา เช่น

ช่องที่ 1

ช่องที่ 2

ช่องที่ 3

ความหมาย

see

saw

seen

เห็น

make

made

made

ทำ

speak

spoke

spoken

พูด

sell

sold

sold

ขาย

go

went

gone

ไป